<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สิงห์บุรีนิวส์ &#187; กฏหมายน่ารู้</title>
	<atom:link href="http://www.singburinews.com/category/law/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.singburinews.com</link>
	<description>ข่าวสิงห์บุรี</description>
	<lastBuildDate>Thu, 27 Sep 2012 08:40:05 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.1</generator>
		<item>
		<title>แค่ปลอมปนติดคุกด้วยหรือ</title>
		<link>http://www.singburinews.com/blog/2011/03/%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%9b%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad/</link>
		<comments>http://www.singburinews.com/blog/2011/03/%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%9b%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 02 Mar 2011 01:55:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[กฏหมายน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[ศาลจังหวัดสิงห์บุรี]]></category>
		<category><![CDATA[สิงห์ปวงชน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.singburinews.com/?p=3943</guid>
		<description><![CDATA[<br/>บทความศาลจังหวัดสิงหบุรี อาชีพค้าขายเป็นอาชีพหนึ่งซึ่งต้องมีความซื่อสัตย์ต่อผู้ซื้อ  เราเคยสงสัยหรือไม่ว่าเวลาเราไปซื้อของบริโภคที่ใช้ในชีวิตประจำวัน     สิ่งของบางอย่างมีราคาถูกว่าความเป็นจริงหรืออาจสงสัยของใช้ที่เราซื้อมานั้นเป็นของแท้หรือของปลอม  หรือมีการปลอมปนหรือไม่  แต่เชื่อว่าผู้มีอาชีพค้าขายส่วนมากมีความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า หากผู้ขายไม่มีความซื่อสัตย์มีการปลอมปนสิ่งของที่ขายไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือของบริโภคที่ใช้ในชีวิตประจำวันต้องมีความผิดและรับโทษตามประมวญกฎหมายอาญา ซึ่งประมวลกฎหมายอาญาได้บัญญัติความผิดไว้ในมาตรา 236 ว่า ผู้ใดปลอมปนอาหาร ยา หรือเครื่องอุปโภค บริโภค อื่นใดเพื่อบุคคลอื่นเสพหรือใช้และการปลอมปนนั้นน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่สุขภาพ หรือจำหน่ายหรือเสนอขายสิ่งเช่นว่านั้น เพื่อให้บุคคลเสพหรือใช้ ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำ      ทั้งปรับ ซึ่งการปลอมปน พจนานุกรมฯ ให้ความหมายว่าเอาของเลวไปผสมกับของดีเพื่อให้เข้าใจว่าเป็น   ของดี หรือตามแนวคำพิพากษาฎีกาให้ความหมายการปลอมปนว่า ทำให้ไม่บริสุทธิ์ โดยเอาของอื่น            ซึ่งต่างกันหรือมีคุณภาพด้อยกว่าผสมลงไป ไม่ได้ความหมายว่าต้องทำให้หลงว่าเป็นของแท้ ซึ่งตามกฎหมายใช้คำว่า “ ผู้ใดปลอมปนฯเพื่อบุคคลอื่นเสพหรือใช้ และการปลอมปนนั้นจะเป็นเหตุจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่สุขภาพ” ซึ่ง กฎหมายมุ่งเอาผิด เฉพาะกรณีที่จำเลยมีเจตนาปลอมปนเพื่อให้บุคคลอื่น เสพ หรือใช้โดยน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่สุขภาพเท่านั้น แต่หากมีเจตนาปลอมปนเพื่อจะฆ่าจำเลยต้องมีความผิดตามที่มีเจตนาคือ ฆ่าคน เช่น นายลม มีเรื่องโกรธเคืองกับภริยาของนายป้อ  นายลมจึงเอายาพิษใส่ตุ่มน้ำบนเรือนของนายป้อ นายป้อ กับบุตร และภริยาได้ใช้น้ำในตุ่มน้ำนั้นทำอาหารและบริโภคเมื่อบริโภคแล้ว ต่างมีอาการ เจ็บปวดและบุตรของนายป้อ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><h2 style="text-align: center;"><strong>บทความศาลจังหวัดสิงหบุรี</strong></h2>
<p><strong><br />
</strong></p>
<p>อาชีพค้าขายเป็นอาชีพหนึ่งซึ่งต้องมีความซื่อสัตย์ต่อผู้ซื้อ  เราเคยสงสัยหรือไม่ว่าเวลาเราไปซื้อของบริโภคที่ใช้ในชีวิตประจำวัน     สิ่งของบางอย่างมีราคาถูกว่าความเป็นจริงหรืออาจสงสัยของใช้ที่เราซื้อมานั้นเป็นของแท้หรือของปลอม  หรือมีการปลอมปนหรือไม่  แต่เชื่อว่าผู้มีอาชีพค้าขายส่วนมากมีความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า หากผู้ขายไม่มีความซื่อสัตย์มีการปลอมปนสิ่งของที่ขายไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือของบริโภคที่ใช้ในชีวิตประจำวันต้องมีความผิดและรับโทษตามประมวญกฎหมายอาญา ซึ่งประมวลกฎหมายอาญาได้บัญญัติความผิดไว้ในมาตรา 236 ว่า ผู้ใดปลอมปนอาหาร ยา หรือเครื่องอุปโภค บริโภค อื่นใดเพื่อบุคคลอื่นเสพหรือใช้และการปลอมปนนั้นน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่สุขภาพ หรือจำหน่ายหรือเสนอขายสิ่งเช่นว่านั้น เพื่อให้บุคคลเสพหรือใช้ ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำ      ทั้งปรับ ซึ่งการปลอมปน พจนานุกรมฯ ให้ความหมายว่าเอาของเลวไปผสมกับของดีเพื่อให้เข้าใจว่าเป็น   ของดี หรือตามแนวคำพิพากษาฎีกาให้ความหมายการปลอมปนว่า ทำให้ไม่บริสุทธิ์ โดยเอาของอื่น            ซึ่งต่างกันหรือมีคุณภาพด้อยกว่าผสมลงไป ไม่ได้ความหมายว่าต้องทำให้หลงว่าเป็นของแท้ ซึ่งตามกฎหมายใช้คำว่า “ ผู้ใดปลอมปนฯเพื่อบุคคลอื่นเสพหรือใช้ และการปลอมปนนั้นจะเป็นเหตุจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่สุขภาพ” ซึ่ง กฎหมายมุ่งเอาผิด เฉพาะกรณีที่จำเลยมีเจตนาปลอมปนเพื่อให้บุคคลอื่น เสพ หรือใช้โดยน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่สุขภาพเท่านั้น แต่หากมีเจตนาปลอมปนเพื่อจะฆ่าจำเลยต้องมีความผิดตามที่มีเจตนาคือ ฆ่าคน เช่น นายลม มีเรื่องโกรธเคืองกับภริยาของนายป้อ  นายลมจึงเอายาพิษใส่ตุ่มน้ำบนเรือนของนายป้อ นายป้อ กับบุตร และภริยาได้ใช้น้ำในตุ่มน้ำนั้นทำอาหารและบริโภคเมื่อบริโภคแล้ว ต่างมีอาการ เจ็บปวดและบุตรของนายป้อ ถึงแก่ความตาย  ซึ่งตามรายงานของแพทย์ปรากฏว่ายาพิษร้ายแรง ถ้ากินมากอาจตาย และ นายล้มเองก็รู้ว่าเป็นยาพิษ  นายล้มจึงมีเจตนาฆ่าเพราะรู้อยู่แล้วว่าเป็นยาพิษร้ายแรงทำให้ถึงตายได้  นายลมจึงมีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา ซึ่งมีระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี แต่ถ้าหากปลอมปนเพื่อค้าขายก็มีความผิดเช่นกัน นาย ช. เกิดอยากรวยทางอ้อมหรือมีความคิดทุจริตก็ไม่ทราบ นาย ช. ได้ ใช้น้ำหัวเชื้อทางเคมีผสมกับวัตถุทางเคมีจนเป็นแชมพู โดยไม่ได้รับอนุญาต แล้วบรรจุใส่ขวดแชมพูที่มีชื่อรูปรอยประดิษฐ์ เป็นเครื่องหมาย    วิดัลแซลซูน  เครื่องหมายแพนทีนโปรวี  เครื่องหมายอักษรโรมัน ปาล์มโอลีฟออติมา และเครื่องหมายรีจอยส์ แล้วนาย ช. นำออกขายแชมพูดังกล่าว  ซึ่งแชมพูที่นาย ช. ปลอมนั้นเมื่อนำมาใช้แล้วจะเป็นอันตรายแก่สุขภาพผู้บริโภค นายช. จึงมีความผิด ปลอมปนเครื่องอุปโภค บริโภค ตามมาตรา 236 ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ</p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #ff00ff;">นำเสนอข่าวโดย</span></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.singburinews.com/blog/tag/สิงห์ปวงชน/"><img class="aligncenter" src="http://www.singburinews.com/wp-content/uploads/spc.gif" alt="" width="285" height="85" /></a></p>
ผู้เข้าชม : 468]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.singburinews.com/blog/2011/03/%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%9b%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หนี้สินของสามีภริยา</title>
		<link>http://www.singburinews.com/blog/2010/11/%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%a0%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://www.singburinews.com/blog/2010/11/%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%a0%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 17 Nov 2010 11:13:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[กฏหมายน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[ศาลจังหวัดสิงห์บุรี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.singburinews.com/?p=3109</guid>
		<description><![CDATA[<br/>เมื่อชายหญิงทำการสมรสเป็นสามีภริยากันถูกต้องตามกฎหมาย  และมีการจัดการทรัพย์-สินของสามีภริยานั้น  อาจก่อให้เกิดภาระหนี้สินขึ้นมา  ซึ่งอาจเป็นหนี้สินที่สามีภริยามีต่อกันหรือมีต่อบุคคลภายนอก  โดยหนี้สินต่อบุคคลภายนอกนั้นอาจเป็นหนี้ร่วมที่ทั้งสามีภริยาต้องรับ-ผิดชอบร่วมกัน หรืออาจเป็นหนี้สินที่ต้องรับผิดชอบเฉพาะตัวก็ได้  ซึ่งในกรณีที่สามีหรือภริยามีหนี้สินส่วนตัวกับบุคคลภายนอกไม่ว่าก่อนหรือระหว่างสมรส หากเจ้าหนี้จะบังคับชำระหนี้จะต้องบังคับเอาจากสินส่วนตัวของฝ่ายที่ก่อหนี้นั้นก่อน  หากบังคับแล้วไม่พอชำระหนี้  จึงมีสิทธิที่จะบังคับเอากับสินสมรสที่เป็นส่วนของฝ่ายนั้น ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1488  บัญญัติไว้ว่า  ถ้าสามีหรือภริยาต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวเพื่อชำระหนี้ที่ก่อไว้ก่อนหรือระหว่างสมรสให้ชำระหนี้นั้นด้วยสินส่วนตัวของฝ่ายนั้นก่อน  เมื่อไม่พอจึงให้ชำระด้วยสินสมรสที่เป็นของฝ่ายนั้น  ถ้าสามีภริยาก่อหนี้สินไว้ก่อนสมรส  หากเจ้าหนี้จะบังคับชำระหนี้จะต้องบังคับจากสินส่วนตัวของผู้ก่อหนี้ก่อน  เมื่อไม่พอจึงจะให้ชำระด้วยสินสมรสของผู้ก่อหนี้  แต่ถ้าหากสามีภริยาก่อหนี้สินขึ้นมาจากการจัดการบ้านเรือน  เช่น  การจัดหาเครื่องอุปโภคบริโภคที่ใช้ภายในครอบครัว  การจัดหาเครื่องมือเครื่องใช้ภายในบ้านหรือหนี้จากกิจการงานที่ทำร่วมกันระหว่างสามีภริยา  ซึ่งหนี้สินเหล่านี้ถือเป็นหนี้ที่สามีภริยาก่อให้เกิดด้วยกันจึงเป็นหนี้ร่วมที่สามีภริยาต้องรับผิดชอบร่วมกันตาม มาตรา  1489 ซึ่งได้บัญญัติไว้ว่า  ถ้าสามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วมกัน  ให้ชำระหนี้นั้นจากสินสมรสและสินส่วนตัวของทั้งสองฝ่าย  โดยเมื่อเจ้าหนี้ฟ้องเรียกให้สามีภริยารับผิดชอบในหนี้สินที่ต้องรับผิดเป็นลูกหนี้ ทั้งนี้หนี้สินที่สามีภริยาก่อร่วมกันในระหว่างสมรสซึ่งจะต้องรับผิดเป็นลูกหนี้ร่วมกันนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้บัญญัติไว้ในมาตรา  1490 ว่า หนี้ที่สามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วมกันนั้นให้รวมถึงหนี้ที่สามีหรือภริยาก่อให้เกิดขึ้นระหว่างสมรสดังต่อไปนี้ มาตรา  1490(1)  นี้เกี่ยวแก่การจัดการบ้านเรือนและจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัว การอุปการะเลี้ยงดูตลอดถึงการรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวและการศึกษาของบุตรตามสมควรแก่อัตภาพ  ซึ่งในการจัดการเหล่านี้หากมีหนี้สินเกิดขึ้นกฎหมายถือว่าเป็นหนี้ร่วมที่สามีภริยาต้องรับผิดชอบร่วมกัน  แต่ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ต้องเกิดขึ้นตามอัตภาพความจำเป็น  หนี้ร่วมอีกประเภทหนึ่งตามมาตรา  1490(2)  คือหนี้ที่เกี่ยวข้องกับสินสมรส  ซึ่งอาจเป็นกรณีที่สามีภริยาต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสินสมรสไม่ว่าจะเป็นการซ่อมแซมปรับปรุง  ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับสินสมรสเหล่านี้  จึงเป็นหนี้ที่สามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วม  สำหรับหนี้ร่วมร่วมอันดับต่อมามาตรา  1490(3)  กำหนดไว้คือหนี้ที่เกิดเนื่องจากการทำงานซึ่งสามีภริยาทำด้วยกัน  ซึ่งอาจจะเป็นการงานที่สามีภริยาได้ทำด้วยกันเช่น  การค้าขาย  การประกอบธุรกิจ  หนี้ค่าจ้างแรงงาน  หนี้เหล่านี้ถือเป็นหนี้ร่วมที่สามีภริยาต้องรับผิดในหนี้ร่วมกัน  และหนี้ร่วมประการสุดท้ายได้แก่ตามมาตรา 1490(4)  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><p>เมื่อชายหญิงทำการสมรสเป็นสามีภริยากันถูกต้องตามกฎหมาย  และมีการจัดการทรัพย์-สินของสามีภริยานั้น  อาจก่อให้เกิดภาระหนี้สินขึ้นมา  ซึ่งอาจเป็นหนี้สินที่สามีภริยามีต่อกันหรือมีต่อบุคคลภายนอก  โดยหนี้สินต่อบุคคลภายนอกนั้นอาจเป็นหนี้ร่วมที่ทั้งสามีภริยาต้องรับ-ผิดชอบร่วมกัน หรืออาจเป็นหนี้สินที่ต้องรับผิดชอบเฉพาะตัวก็ได้  ซึ่งในกรณีที่สามีหรือภริยามีหนี้สินส่วนตัวกับบุคคลภายนอกไม่ว่าก่อนหรือระหว่างสมรส หากเจ้าหนี้จะบังคับชำระหนี้จะต้องบังคับเอาจากสินส่วนตัวของฝ่ายที่ก่อหนี้นั้นก่อน  หากบังคับแล้วไม่พอชำระหนี้  จึงมีสิทธิที่จะบังคับเอากับสินสมรสที่เป็นส่วนของฝ่ายนั้น</p>
<p>ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1488  บัญญัติไว้ว่า  ถ้าสามีหรือภริยาต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวเพื่อชำระหนี้ที่ก่อไว้ก่อนหรือระหว่างสมรสให้ชำระหนี้นั้นด้วยสินส่วนตัวของฝ่ายนั้นก่อน  เมื่อไม่พอจึงให้ชำระด้วยสินสมรสที่เป็นของฝ่ายนั้น  ถ้าสามีภริยาก่อหนี้สินไว้ก่อนสมรส  หากเจ้าหนี้จะบังคับชำระหนี้จะต้องบังคับจากสินส่วนตัวของผู้ก่อหนี้ก่อน  เมื่อไม่พอจึงจะให้ชำระด้วยสินสมรสของผู้ก่อหนี้  แต่ถ้าหากสามีภริยาก่อหนี้สินขึ้นมาจากการจัดการบ้านเรือน  เช่น  การจัดหาเครื่องอุปโภคบริโภคที่ใช้ภายในครอบครัว  การจัดหาเครื่องมือเครื่องใช้ภายในบ้านหรือหนี้จากกิจการงานที่ทำร่วมกันระหว่างสามีภริยา  ซึ่งหนี้สินเหล่านี้ถือเป็นหนี้ที่สามีภริยาก่อให้เกิดด้วยกันจึงเป็นหนี้ร่วมที่สามีภริยาต้องรับผิดชอบร่วมกันตาม</p>
<p>มาตรา  1489 ซึ่งได้บัญญัติไว้ว่า  ถ้าสามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วมกัน  ให้ชำระหนี้นั้นจากสินสมรสและสินส่วนตัวของทั้งสองฝ่าย  โดยเมื่อเจ้าหนี้ฟ้องเรียกให้สามีภริยารับผิดชอบในหนี้สินที่ต้องรับผิดเป็นลูกหนี้ ทั้งนี้หนี้สินที่สามีภริยาก่อร่วมกันในระหว่างสมรสซึ่งจะต้องรับผิดเป็นลูกหนี้ร่วมกันนั้น</p>
<p>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้บัญญัติไว้ในมาตรา  1490 ว่า หนี้ที่สามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วมกันนั้นให้รวมถึงหนี้ที่สามีหรือภริยาก่อให้เกิดขึ้นระหว่างสมรสดังต่อไปนี้</p>
<p>มาตรา  1490(1)  นี้เกี่ยวแก่การจัดการบ้านเรือนและจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัว การอุปการะเลี้ยงดูตลอดถึงการรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวและการศึกษาของบุตรตามสมควรแก่อัตภาพ  ซึ่งในการจัดการเหล่านี้หากมีหนี้สินเกิดขึ้นกฎหมายถือว่าเป็นหนี้ร่วมที่สามีภริยาต้องรับผิดชอบร่วมกัน  แต่ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ต้องเกิดขึ้นตามอัตภาพความจำเป็น  หนี้ร่วมอีกประเภทหนึ่งตามมาตรา  1490(2)  คือหนี้ที่เกี่ยวข้องกับสินสมรส  ซึ่งอาจเป็นกรณีที่สามีภริยาต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสินสมรสไม่ว่าจะเป็นการซ่อมแซมปรับปรุง  ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับสินสมรสเหล่านี้  จึงเป็นหนี้ที่สามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วม  สำหรับหนี้ร่วมร่วมอันดับต่อมามาตรา  1490(3)  กำหนดไว้คือหนี้ที่เกิดเนื่องจากการทำงานซึ่งสามีภริยาทำด้วยกัน  ซึ่งอาจจะเป็นการงานที่สามีภริยาได้ทำด้วยกันเช่น  การค้าขาย  การประกอบธุรกิจ  หนี้ค่าจ้างแรงงาน  หนี้เหล่านี้ถือเป็นหนี้ร่วมที่สามีภริยาต้องรับผิดในหนี้ร่วมกัน  และหนี้ร่วมประการสุดท้ายได้แก่ตามมาตรา 1490(4)  โดยเป็นหนี้ที่สามีภริยาก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียวแต่อีกฝ่ายหนึ่งได้ให้สัตยาบัน  ซึ่งได้แก่หนี้ที่สามีหรือภริยาได้ก่อขึ้นมาเพื่อประโยชน์ของตนฝ่ายเดียวโดยที่อีกฝ่ายหนึ่งไม่เกี่ยวข้องด้วย  แต่หากว่าสามีหรือภริยาอีกฝ่ายได้ให้สัตยาบันในหนี้นั้น  หนี้ที่เกิดขึ้นนั้นย่อมกลายเป็นหนี้ร่วมที่สามีภริยาต้องรับผิดร่วมกัน เช่น  การที่จำเลยที่ 3  ซึ่งเป็นภริยาของจำเลยที่  1   ลงลายมือชื่อให้ความยินยอมในหนังสือให้ความยินยอมโดยระบุว่าจำเลยที่  3  ยินยอมให้จำเลยที่  1  คู่สมรสของจำเลยที่  3  ได้ร่วมรับรู้หนี้ที่จำเลยที่  1  ก่อให้เกิดขึ้นตามสัญญากู้เงินและให้สัตยาบันในหนี้ดังกล่าว  หนี้ตามสัญญากู้จึงเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยที่  1  กับจำเลยที่  3  ตามมาตรา  1490(4)  จำเลยที่  1  และจำเลยที่  3  ต้องรับผิดชอบใช้หนี้ร่วมกันต่อโจทก์  (คำพิพากษาฎีกาที่  339/2540)</p>
ผู้เข้าชม : 725]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.singburinews.com/blog/2010/11/%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%a0%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การฝากทรัพย์</title>
		<link>http://www.singburinews.com/blog/2010/07/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9d%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b9%8c/</link>
		<comments>http://www.singburinews.com/blog/2010/07/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9d%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b9%8c/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 19 Jul 2010 11:14:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[กฏหมายน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[ศาลจังหวัดสิงห์บุรี]]></category>
		<category><![CDATA[สิงห์ปวงชน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.singburinews.com/?p=955</guid>
		<description><![CDATA[<br/>ในการดำเนินชีวิตประจำวันของคนในสังคมโดยทั่วไป  เราอาจพบเห็นหรือประสบด้วยตนเองเสมอๆ กับการที่บุคคลเอาทรัพย์สินของตนเองไปฝากให้คนอื่นดูแล เนื่องจากผู้ฝากไม่สามารถดูแลทรัพย์สินของตนเองได้ เช่นฝากบ้านให้เพื่อนบ้านดูแล เมื่อเจ้าของทรัพย์ต้องไปทำธุระจำเป็นอย่างอื่นหรือเดินทางไปต่างจังหวัดหลายๆวัน  เพื่อป้องกันมิให้ทรัพย์สินของเขาได้รับความเสียหาย  หรืออาจจะเป็นเพราะผู้ฝากไม่สามารถเก็บรักษาทรัพย์สินนั้นด้วยตนเอง  เพราะไม่มีสถานที่หรือมีสถานที่เก็บซึ่งไม่ปลอดภัย  เช่น  ผู้ฝากมี  รถยนต์แต่ไม่มีที่จอดรถยนต์ในบริเวณบ้านหากจะจอดไว้ริมถนนก็อาจจะถูกเฉี่ยวชนผู้ฝากจึงจำต้องหาที่ฝากเมื่อมีการฝากทรัพย์กันทำให้เกิดคู่สัญญาขึ้นระหว่างผู้ฝากกับผู้รับฝากและย่อมมีปัญหาเกี่ยวกับสิทธิ  หน้าที่   ตลอดจนความรับผิดของคู่สัญญา]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><p>ในระหว่างเดือนมิถุนายน ถึงเดือนกรกฎาคม 2553 ศาลจังหวัดสิงห์บุรีจัดโครงการ “ร่วมใจไกล่เกลี่ย” ไกล่เกลี่ยคดีให้แก่ผู้มีอรรถคดี ได้ยุติข้อพิพาทด้วยความพึงพอใจ และคดีเสร็จไปด้วยความรวดเร็ว  ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ และระหว่างวันที่ 20 -22 กรกฎาคม 2553 ศาลจังหวัดสิงห์บุรีได้จัดการไกล่เกลี่ยคดีกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา จึงขอเชิญชวนผู้ที่กู้ยืมเงินเรียนและถูกฟ้องคดี  เข้าร่วมไกล่เกลี่ยในช่วงเวลาตามกำหนดที่ระบุไว้ในหมายเรียก   ในฉบับนี้จะเขียนถึงเรื่องการฝากทรัพย์    ในการดำเนินชีวิตประจำวันของคนในสังคมโดยทั่วไป  เราอาจพบเห็นหรือประสบด้วยตนเองเสมอๆ กับการที่บุคคลเอาทรัพย์สินของตนเองไปฝากให้คนอื่นดูแล เนื่องจากผู้ฝากไม่สามารถดูแลทรัพย์สินของตนเองได้ เช่นฝากบ้านให้เพื่อนบ้านดูแล เมื่อเจ้าของทรัพย์ต้องไปทำธุระจำเป็นอย่างอื่นหรือเดินทางไปต่างจังหวัดหลายๆวัน  เพื่อป้องกันมิให้ทรัพย์สินของเขาได้รับความเสียหาย  หรืออาจจะเป็นเพราะผู้ฝากไม่สามารถเก็บรักษาทรัพย์สินนั้นด้วยตนเอง  เพราะไม่มีสถานที่หรือมีสถานที่เก็บซึ่งไม่ปลอดภัย  เช่น  ผู้ฝากมี  รถยนต์แต่ไม่มีที่จอดรถยนต์ในบริเวณบ้านหากจะจอดไว้ริมถนนก็อาจจะถูกเฉี่ยวชนผู้ฝากจึงจำต้องหาที่ฝากเมื่อมีการฝากทรัพย์กันทำให้เกิดคู่สัญญาขึ้นระหว่างผู้ฝากกับผู้รับฝากและย่อมมีปัญหาเกี่ยวกับสิทธิ  หน้าที่   ตลอดจนความรับผิดของคู่สัญญา  เช่น  กรณีของที่ฝากไว้เกิดสูญหายหรือเสียหาย  สำหรับตามกฎหมายนั้นสัญญาฝากทรัพย์เป็นเอกเทศสัญญาชนิดหนึ่งที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  กำหนดถึงสิทธิ  หน้าที่  ความรับผิด   และความระงับแห่งสัญญาฝากทรัพย์ไว้โดยมาตรา  657  บัญญัติไว้ว่าฝากทรัพย์  คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าผู้ฝากส่งมอบทรัพย์สินให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง  เรียกว่าผู้รับฝาก  และผู้รับฝากตกลงว่าจะเก็บรักษาทรัพย์สินนั้นไว้ในอารักขาแห่งตนแล้วจะคืนให้ โดยวัตถุประสงค์ของสัญญาฝากทรัพย์คือ การรักษาทรัพย์สินนั้นไว้เพื่อผู้ฝากแล้วจะคืนให้    ดังนั้นในสัญญาฝากทรัพย์ฝ่ายที่รับมอบทรัพย์ต้องตกลงรักษาทรัพย์ของคนอื่นไว้  ในบางครั้งมีการเก็บรักษาทรัพย์สินนั้นไว้ในความดูแลโดยผู้เก็บรักษามิได้ต้องการเก็บรักษา ทรัพย์สินนั้นไว้  แต่ว่าต้องส่งมอบทรัพย์สินระหว่างผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินกับผู้เก็บรักษา   เช่น  ในการเป็นตัวแทนในการดูแลกิจการตัวการอาจส่งมอบเงินหรือทรัพย์สินไว้แก่ตัวแทน  โดยการส่งมอบเงินหรือทรัพย์สินให้แก่ตัวแทน</p>
<p>ในบางครั้งการรับฝากทรัพย์สิน  เมื่อทรัพย์สินหายย่อมเกิดปัญหา  ผู้รับฝากจะต้องรับผิดชอบหรือไม่   และที่ปรากฎอยู่เป็นประจำได้แก่  การให้บริการจอดรถไม่ว่าในบริเวณห้างสรรพสินค้า  ภัตตาคาร  แม้กระทั่งบริเวณสวนสัตว์ต่าง ๆ  ไม่ว่าจะเป็นการ   หากทรัพย์สินสูญหายหรือเสียหาย  ย่อมมีข้อสงสัยว่าเจ้าของสถานที่จะต้องรับผิดชอบหรือไม่  ตัวอย่าง  นายสมชายได้ขับรถพาครอบครัวไปเที่ยวในวันหยุด ณ .สวนสัตว์ดุสิต  และนำรถของเขาไปจอดไว้ในบริเวณของสวนสัตว์  ได้พาครอบครัวไปเดินชมสัตว์ต่างๆในสวนสัตว์ เมื่อถึงเวลากลับ เขาจึงเดินกลับมายังบริเวณที่เขาจอดรถ แต่ปรากฎว่าเขากลับไม่พบรถที่จอดไว้ เขาติดตามและสอบถามเจ้าหน้าที่ในสวนสัตว์ แต่ไม่มีใครพบเห็นรถของเขาเลย เขาจึงไปปรึกษาทนายความ และเป็นโจทก์ฟ้อง องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย เป็นจำเลย ให้รับผิดและชดใช้ค่าสินไหม        ทดแทนในฐานะผู้รับฝากทรัพย์ จำเลยปฎิเสธให้การต่อสู้คดี ในที่สุดศาลได้มีคำตัดสินว่า การที่โจทก์นำรถยนต์เข้าไปจอดในสวนสัตว์ดุสิตขององค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยจำเลยนั้นจะต้องหาที่จอดรถเอาเองและเป็นผู้เก็บกุญแจรถไว้  จำเลยเป็นผู้เพียงแต่จัดที่จอดรถไว้   พนักงานของจำเลยมิได้ขับรถยนต์ไปหาที่จอดให้ และมิได้เก็บกุญแจไว้  และเมื่อจะกลับโจทก์ผู้ครอบครองรถจะต้องขับรถออกจากที่จอดเองส่วนเงินที่พนักงานของจำเลยเรียกเก็บเมื่อนำรถยนต์เข้ามาในสวนสัตว์ก็เป็นค่าธรรมเนียมผ่านประตูมิใช่บำเหน็จค่าฝาก  การที่จำเลยจัดพนักงานไว้คอยฉีกหรือตรวจบัตรจอดรถยนต์ตอนนำออกจากสวนสัตว์ เป็นเพียงมาตรการช่วยรักษาความปลอดภัยให้เท่านั้น  ดังนั้นจึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยรับฝากรถยนต์ที่นำเข้ามาจอด  จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความสูญหายของรถยนต์ดังกล่าว    (เทียบแนวคำพิพากษาที่ 1538/2526)</p>
ผู้เข้าชม : 1744]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.singburinews.com/blog/2010/07/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9d%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b9%8c/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ศาลจังหวัดสิงห์บุรีจัดโครงการ “ร่วมใจไกล่เกลี่ย” ระหว่างเดือนมิถุนายน ถึงเดือนกรกฎาคม 2553</title>
		<link>http://www.singburinews.com/blog/2010/07/%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b9%8c%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e2%80%9c%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b9%84%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e2%80%9d-%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%96%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%99-%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%a1-2553/</link>
		<comments>http://www.singburinews.com/blog/2010/07/%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b9%8c%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e2%80%9c%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b9%84%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e2%80%9d-%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%96%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%99-%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%a1-2553/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 08 Jul 2010 06:48:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[กฏหมายน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[ศาลจังหวัดสิงห์บุรี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.singburinews.com/?p=847</guid>
		<description><![CDATA[<br/>ระหว่างวันที่ 20 -22 กรกฎาคม 2553 ศาลจังหวัดสิงห์บุรีได้จัดการไกล่เกลี่ยคดีกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา จึงขอเชิญชวนผู้ที่กู้ยืมเงินเรียนและถูกฟ้องคดี  เข้าร่วมไกล่เกลี่ยในช่วงเวลาตามกำหนดที่ระบุไว้]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><p>ในระหว่างเดือนมิถุนายน ถึงเดือนกรกฎาคม 2553 ศาลจังหวัดสิงห์บุรีจัดโครงการ “ร่วมใจไกล่เกลี่ย” ไกล่เกลี่ยคดีให้แก่ผู้มีอรรถคดี ได้ยุติข้อพิพาทด้วยความพึงพอใจ และคดีเสร็จไปด้วยความรวดเร็ว  ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ และระหว่างวันที่ 20 -22 กรกฎาคม 2553 ศาลจังหวัดสิงห์บุรีได้จัดการไกล่เกลี่ยคดีกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา จึงขอเชิญชวนผู้ที่กู้ยืมเงินเรียนและถูกฟ้องคดี  เข้าร่วมไกล่เกลี่ยในช่วงเวลาตามกำหนดที่ระบุไว้ในหมายเรียก  และในฉบับนี้จึงเขียนถึงการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทอีกครั้งหนึ่ง   ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทนั้น สามารถไกล่เกลี่ยข้อพิพาทได้ในศาลชั้นต้น และ       ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชั้นอุทธรณ์ชั้นฎีกาโดยศาลชั้นต้น  การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท คือ การยุติหรือระงับข้อพิพาทด้วยการตกลงยินยอมของคู่ความเอง โดยมีผู้ไกล่เกลี่ยหรือที่เรียกว่าผู้ประนอมเป็นคนกลางคอยช่วยเหลือแนะนำ เสนอแนะหาทางออกในการยุติหรือระงับข้อพิพาทให้แก่คู่ความ หากคู่พิพาทเห็นชอบด้วยกับข้อเสนอซึ่งนำมาสู่การยุติข้อพพิพาทของผู้ไกล่เกลี่ยก็จะนำไปสู่การประนีประนอมยอมความ หรือถอนฟ้อง   โดยคนกลางที่ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยอาจเป็นผู้พิพากษาหรือบุคคลภายนอกที่ได้รับแต่งตั้งจากศาล ซึ่งเรียกว่าผู้ประนีประนอม    ข้อพิพาทที่สามารถไกล่เกลี่ยได้นั้น แบ่งได้คือ 1.ข้อพิพาททางแพ่งและทางพาณิชย์ทั่วไป เช่น คดีฟ้องขับไล่ คดีกู้ยืม คดีเกี่ยวกับมรดก 2.ข้อพิพาททางอาญาที่ยอมความได้ เช่น คดีหมิ่นประมาท คดียักยอก คดีฉ้อโกง คดีโกงเจ้าหนี้ 3.ข้อพิพาทที่ยุติได้โดยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ซึ่งถ้าหากเป็นการไกล่เกลี่ยในศาลชั้นต้นนั้น  ผู้ฟ้องคดีหรือโจทก์สามารถแสดงความประสงค์ที่จะนำคดีเข้าสู่การไกล่เกลี่ยได้โดยแสดงความประสงค์กับเจ้าหน้าที่รับฟ้อง หรือเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ไกล่เกลี่ยว่ามีความประสงค์ที่จะนำคดีเข้าสู่การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท และผู้ถูกฟ้องคดีหรือจำเลยเมื่อถูกฟ้องคดีแล้วสามารถนำคดีเข้าสู่การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทได้เช่นกัน โดยแสดงความประสงค์จะนำคดีเข้าสู่การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทกับเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทหรือคู่ความแถลงต่อศาลในห้องพิจารณาคดีว่ามีความประสงค์จะนำคดีเข้าสู่การไกล่เกลี่ยของศาล  และถ้าหากศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาแล้ว  เมื่อมีคู่ความฝ่ายใดประสงค์จะยื่นอุทธรณ์หรือยื่นฎีกาก็สามารถนำคดีเข้าสู่การไกล่เกลี่ยได้  ซึ่งเรียกว่าไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชั้นอุทธรณ์หรือชั้นฎีกาโดยศาลชั้นต้น  ซึ่งการนำคดีเข้าสู่การไกล่เกลี่ยนั้นผู้ยื่นอุทธรณ์หรือยื่นฎีกาสามารถแสดงความประสงค์ว่าจะนำคดีเข้าสู่การไกล่เกลี่ยได้โดยแจ้งกับเจ้าหน้าที่รับฟ้องหรือเจ้าหน้าที่ศูนย์ไกล่เกลี่ยในขณะยื่นอุทธรณ์หรือยื่นฎีกาว่าตนเองมีความประสงค์จะนำคดีเข้าสู่การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทโดยศาลชั้นต้น  ซึ่งประโยชน์ที่คู่ความจะได้รับจากการนำคดีเข้าสู่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทคือ 1. <strong>สะดวก </strong> การไกล่เกลี่ยไม่เป็นทางการหรือมีขั้นตอนมากเกินไป   2.<strong> รวดเร็ว</strong> เพราะการไกล่เกลี่ยลดขั้นตอนที่ยุ่งยากสลับซับซ้อนคดีเสร็จด้วยความรวดเร็ว  3.<strong> ประหยัด</strong> การไกล่เกลี่ยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายและไม่ต้องเสียเวลาไปศาลบ่อยครั้ง  4. <strong>พึงพอใจ</strong> คู่ความสามารถยุติข้อพิพาทด้วยความพึงพอใจของตนเอง 5.คู่ความยังรักษาสัมพันธภาพต่อกันไว้ได้อีกทั้งยังสามารถดำเนินธุระกิจต่อกันอีกได้รวมทั้งยังปฎิบัติตามข้อตกลงได้อีก   การไกล่เกลี่ยมีประโยชน์มากมายจึงอยากเชิญชวนผู้มีอรรถคดีนำคดีเข้าสู่การไกล่เกลี่ยซึ่งถ้าหากผู้มีอรรถคดีท่านใดประสงค์จะนำข้อพิพาทเข้าสู่การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท    สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ศาลจังหวัดสิงห์บุรี กลุ่มงานไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท 0 365 07343  ต่อ105 หรือ 0 3650  7261</p>
ผู้เข้าชม : 637]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.singburinews.com/blog/2010/07/%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b9%8c%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e2%80%9c%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b9%84%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e2%80%9d-%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%96%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%99-%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%a1-2553/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นอุทธรณ์/ฎีกา</title>
		<link>http://www.singburinews.com/blog/2010/07/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://www.singburinews.com/blog/2010/07/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 08 Jul 2010 06:41:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[กฏหมายน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[ศาลจังหวัดสิงห์บุรี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.singburinews.com/?p=844</guid>
		<description><![CDATA[<br/>ศาลจังหวัดสิงห์บุรี จัดโครงการ “ร่วมใจไกล่เกลี่ย” ในระหว่างเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2553 จึงขอเชิญชวนผู้มีอรรถคดี นำคดีเข้าสู่การไกล่เกลี่ย จำทำให้คดีที่พิพาทเสร็จด้วยความรวดเร็วและเป็นธรรม และการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><p>ศาลจังหวัดสิงห์บุรี จัดโครงการ “ร่วมใจไกล่เกลี่ย” ในระหว่างเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2553 จึงขอเชิญชวนผู้มีอรรถคดี นำคดีเข้าสู่การไกล่เกลี่ย จำทำให้คดีที่พิพาทเสร็จด้วยความรวดเร็วและเป็นธรรม และการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น  เมื่อครั้งที่แล้วเขียนถึงการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในศาลชั้นต้น  ในฉบับนี้จะเขียนถึง  การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในศาลสูงหรือที่เรียกว่าไกล่เกลี่ยคดีชั้นอุทธรณ์หรือชั้นฎีกาโดยศาลชั้นต้น      ซึ่งการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทนั้น ทำให้ประชาชนได้ประโยชน์เป็นอย่างมาก  ซึ่งการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทนั้น สามารถดำเนินการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทได้ทั้งในศาลชั้นต้น ชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา   การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเป็นการระงับข้อพิพาทโดยบุคคลที่ 3 ซึ่งเป็นคนกลางเป็นผู้ทำหน้าที่ในการช่วยเหลือ/เสนอแนวทาง และหาทางออกให้แก่คู่พิพาททั้งสอง  ต่างฝ่ายต่างยอมรับและพึงพอใจ และหากคู่พิพาทเห็นชอบด้วยกับข้อเสนอ   ก็จะนำไปการยุติคดีด้วยวิธีการประนีประนอมยอมความ หรือถอนฟ้อง  คนกลางที่ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยอาจเป็นผู้พิพากษา           ข้าราชการศาลยุติธรรม  หรือบุคคลภายนอกที่ได้รับการแต่งตั้งจากศาล   เราเรียกว่า                         “ ผู้ประนีประนอมข้อพิพาทประจำศาล ”  เรื่องที่สามารถนำมาไกล่เกลี่ยได้นั้น  มี  1.ข้อพิพาททางแพ่งและพาณิชย์ทั่วไป เช่น คดีฟ้องขับไล่ คดีกู้ยืม คดีเกี่ยวกับทรัพย์มรดก  คดีที่ดิน คดีละเมิด ฯลฯ  2.ข้อพิพาททางอาญาที่เป็นความอันยอมความได้ เช่น คดีหมิ่นประมาท คดียักยอก คดีฉ้อโกง        คดีโกงเจ้าหนี้ 3.ข้อพิพาทอื่น ๆ ที่ยุติได้โดยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ซึ่งถ้าหากเป็นการไกล่เกลี่ยในศาลชั้นต้นนั้น  ผู้ฟ้องคดีหรือโจทก์สามารถแสดงความประสงค์ที่จะนำคดีเข้าสู่ระบบการไกล่เกลี่ยได้กับเจ้าหน้าที่รับฟ้อง หรือเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ไกล่เกลี่ยว่า  มีความประสงค์ที่จะนำคดีเข้าสู่การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท และผู้ถูกฟ้องคดีหรือจำเลยเมื่อถูกฟ้องคดีแล้วสามารถนำคดีเข้าสู่การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทได้เช่นกัน โดยแสดงความประสงค์กับเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทหรือคู่ความแถลงต่อศาลในห้องพิจารณาคดีว่ามีความประสงค์จะนำคดีเข้าสู่การไกล่เกลี่ยของศาลตามที่ได้เขียนไว้ในฉบับที่แล้ว  ส่วนการไกล่เกลี่ยคดีชั้นอุทธรณ์หรือชั้นฎีกาโดยศาลชั้นต้นนั้น  หลังจากคดีที่ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาแล้ว   คู่ความฝ่ายใดยื่นอุทธรณ์ / ฎีกา  ก็สามารถนำคดีเข้าสู่ระบบการ  ไกล่เกลี่ยได้  โดยสามารถดำเนินการไกล่เกลี่ยที่ศาลอุทธรณ์ / ศาลฎีกา  หรือจะดำเนินการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชั้นศาลสูงโดยศาลชั้นต้น  ด้วยการแสดงความประสงค์ของคู่ความผู้ยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาสามารถว่าจะนำคดีเข้าสู่การไกล่เกลี่ยกับเจ้าหน้าที่รับฟ้องหรือเจ้าหน้าที่ศูนย์ไกล่เกลี่ยในขณะยื่นอุทธรณ์หรือยื่นฎีกา  ว่าตนเองมีความประสงค์จะนำคดีเข้าสู่การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทโดยศาลชั้นต้น  หรือหากคู่สำนวนคดีได้ส่งไปยังศาลอุทธรณ์/ศาลฎีกาแล้วคู่ความที่มีความประสงค์จะไกล่เกลี่ยคดีสามารถแสดงความประสงค์ที่ศาลอุทธรณ์/ศาลฎีกาก็ได้เพื่อให้ศาลดังกล่าวทำการไกล่เกลี่ยคดี  ซึ่งประโยชน์ที่คู่ความจะได้รับจากการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท</p>
<p>คือ 1. สะดวก การไกล่เกลี่ยไม่เป็นทางการหรือมีขั้นตอนมากเกินไป   2. รวดเร็ว  การไกล่เกลี่ยลดขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อน 3. ประหยัด การไกล่เกลี่ยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายและไม่ต้องเสียเวลาไปศาลบ่อยครั้ง 4.พึงพอใจ  คู่ความตัดสินใจเองในข้อตกลงที่ได้จากการ      ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท  ซึ่งถ้าหากผู้มีอรรถคดีท่านใดประสงค์จะนำข้อพิพาทเข้าสู่การไกล่เกลี่ย           ข้อพิพาทสามารถสอบถามรายละเอียดด้วยตนเองที่  ศาลจังหวัดสิงห์บุรี กลุ่มงานไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท   หรือโทรสอบถาม  หมายเลข  0 365 07343 ต่อ105</p>
ผู้เข้าชม : 1363]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.singburinews.com/blog/2010/07/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในศาล</title>
		<link>http://www.singburinews.com/blog/2010/07/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%a5/</link>
		<comments>http://www.singburinews.com/blog/2010/07/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%a5/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 08 Jul 2010 06:39:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[กฏหมายน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[ศาลจังหวัดสิงห์บุรี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.singburinews.com/?p=841</guid>
		<description><![CDATA[<br/>การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท คือ การยุติหรือระงับข้อพิพาทด้วยการตกลงยินยอมของคู่ความเอง โดยมีผู้ไกล่เกลี่ยหรือที่เรียกว่าผู้ประนอมเป็นคนกลางคอยช่วยเหลือแนะนำ เสนอแนะหาทางออกในการยุติหรือระงับข้อพิพาทให้แก่คู่ความ ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><p>ช่วงนี้เริ่มเข้าสู่ฤดูฝน ฝนก็เริ่มตกทำให้อากาศเย็นขึ้นช่วยผ่อนคลายความร้อนไปได้มากที่เดียว  เมื่ออากาศดี  จิตใจก็คงผ่อนคลาย  ความขัดแย้งใดๆก็คงจะมีทางออกอันนำมาสู่ความสงบสุข   ส่วนผู้ที่มีความคดีความหรือข้อขัดแย้งในศาลก็มีทางออกหรือหนทางแก้ปัญหาด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท  เพราะ การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในศาล ทำให้ประชาชนได้ประโยชน์เป็นอย่างมาก  ซึ่งการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทนั้น สามารถไกล่เกลี่ยข้อพิพาทได้ในศาลชั้นต้น และไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชั้นอุทธรณ์ชั้นฎีกาโดยศาลชั้นต้น  การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท คือ การยุติหรือระงับข้อพิพาทด้วยการตกลงยินยอมของคู่ความเอง โดยมีผู้ไกล่เกลี่ยหรือที่เรียกว่าผู้ประนอมเป็นคนกลางคอยช่วยเหลือแนะนำ เสนอแนะหาทางออกในการยุติหรือระงับข้อพิพาทให้แก่คู่ความ หากคู่พิพาทเห็นชอบด้วยกับข้อเสนอซึ่งนำมาสู่การยุติข้อพพิพาทของผู้ไกล่เกลี่ยก็จะนำไปสู่การประนีประนอมยอมความ หรือถอนฟ้อง   โดยคนกลางที่ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยอาจเป็นผู้พิพากษาหรือบุคคลภายนอกที่ได้รับแต่งตั้งจากศาล ซึ่งเรียกว่าผู้ประนีประนอม    ข้อพิพาทที่สามารถไกล่เกลี่ยได้นั้น แบ่งได้คือ 1.ข้อพิพาททางแพ่งและทางพาณิชย์ทั่วไป เช่น คดีฟ้องขับไล่ คดีกู้ยืม คดีเกี่ยวกับมรดก 2.ข้อพิพาททางอาญาที่ยอมความได้ เช่น คดีหมิ่นประมาท คดียักยอก คดีฉ้อโกง คดีโกงเจ้าหนี้ 3.ข้อพิพาทที่ยุติได้โดยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ซึ่งถ้าหากเป็นการไกล่เกลี่ยในศาลชั้นต้นนั้น  ผู้ฟ้องคดีหรือโจทก์สามารถแสดงความประสงค์ที่จะนำคดีเข้าสู่การไกล่เกลี่ยได้โดยแสดงความประสงค์กับเจ้าหน้าที่รับฟ้อง หรือเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ไกล่เกลี่ยว่ามีความประสงค์ที่จะนำคดีเข้าสู่การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท และผู้ถูกฟ้องคดีหรือจำเลยเมื่อถูกฟ้องคดีแล้วสามารถนำคดีเข้าสู่การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทได้เช่นกัน โดยแสดงความประสงค์จะนำคดีเข้าสู่การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทกับเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทหรือคู่ความแถลงต่อศาลในห้องพิจารณาคดีว่ามีความประสงค์จะนำคดีเข้าสู่การไกล่เกลี่ยของศาล  และถ้าหากศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาแล้ว  เมื่อมีคู่ความฝ่ายใดประสงค์จะยื่นอุทธรณ์หรือยื่นฎีกาก็สามารถนำคดีเข้าสู่การไกล่เกลี่ยได้  ซึ่งเรียกว่าไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชั้นอุทธรณ์หรือชั้นฎีกาโดยศาลชั้นต้น  ซึ่งการนำคดีเข้าสู่การไกล่เกลี่ยนั้นผู้ยื่นอุทธรณ์หรือยื่นฎีกาสามารถแสดงความประสงค์ว่าจะนำคดีเข้าสู่การไกล่เกลี่ยได้โดยแจ้งกับเจ้าหน้าที่รับฟ้องหรือเจ้าหน้าที่ศูนย์ไกล่เกลี่ยในขณะยื่นอุทธรณ์หรือยื่นฎีกาว่าตนเองมีความประสงค์จะนำคดีเข้าสู่การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทโดยศาลชั้นต้น  ซึ่งประโยชน์ที่คู่ความจะได้รับจากการนำคดีเข้าสู่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทคือ 1. <strong>สะดวก </strong> การไกล่เกลี่ยไม่เป็นทางการหรือมีขั้นตอนมากเกินไป   2.<strong> รวดเร็ว</strong> เพราะการไกล่เกลี่ยลดขั้นตอนที่ยุ่งยากสลับซับซ้อนคดีเสร็จด้วยความรวดเร็ว  3.<strong> ประหยัด</strong> การไกล่เกลี่ยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายและไม่ต้องเสียเวลาไปศาลบ่อยครั้ง  4. <strong>พึงพอใจ</strong> คู่ความสามารถยุติข้อพิพาทด้วยความพึงพอใจของตนเอง 5.คู่ความยังรักษาสัมพันธภาพต่อกันไว้ได้อีกทั้งยังสามารถดำเนินธุระกิจต่อกันอีกได้รวมทั้งยังปฎิบัติตามข้อตกลงได้อีก   การไกล่เกลี่ยมีประโยชน์มากมายจึงอยากเชิญชวนผู้มีอรรถคดีนำคดีเข้าสู่การไกล่เกลี่ยซึ่งถ้าหากผู้มีอรรถคดีท่านใดประสงค์จะนำข้อพิพาทเข้าสู่การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท</p>
ผู้เข้าชม : 1869]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.singburinews.com/blog/2010/07/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%a5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การทำบุตรนอกสมรสให้เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย</title>
		<link>http://www.singburinews.com/blog/2010/07/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%8a%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2/</link>
		<comments>http://www.singburinews.com/blog/2010/07/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%8a%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 08 Jul 2010 06:30:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[กฏหมายน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[ศาลจังหวัดสิงห์บุรี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.singburinews.com/?p=839</guid>
		<description><![CDATA[<br/>หญิงและชายสมรสกันถูกต้องตามกฎหมาย  บุตรที่เกิดมานั้นย่อมเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของสามีและภริยา  แต่ถ้าหากเด็กนั้นเกิดมาโดยมิได้ทำการสมรสกันถูกต้องตามกฎหมาย  เด็กที่เกิดมานั้นจะเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้นเพียงฝ่ายเดียว]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><p>การทำบุตรนอกสมรสให้เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย</p>
<p>การเป็นสามีภริยากันนั้นเป็นธรรมดาที่จะต้องมีบุตรเพื่อความสมบูรณ์ของครอบครัวซึ่งประกอบไปด้วยบิดามารดาและบุตร  สำหรับความสัมพันธ์ทางสายโลหิตต่างฝ่ายต่างมีสิทธิและหน้าที่ที่พึงจะต้องประพฤติปฏิบัติต่อกันตามธรรมจรรยาและตามกฎหมาย  ในด้านความสัมพันธ์ตามกฎหมายความเป็นบุตรนั้นต้องดูจากความสัมพันธ์ของบิดามารดาก่อนว่ามีความสัมพันธ์ที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  กล่าวคือ  หากหญิงและชายสมรสกันถูกต้องตามกฎหมาย  บุตรที่เกิดมานั้นย่อมเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของสามีและภริยา  แต่ถ้าหากเด็กนั้นเกิดมาโดยมิได้ทำการสมรสกันถูกต้องตามกฎหมาย  เด็กที่เกิดมานั้นจะเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้นเพียงฝ่ายเดียว  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา  1546  ซึ่งวางหลักไว้ว่า  เด็กเกิดจากหญิงที่มิได้ทำการสมรสกับชายให้ถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้น  ถึงแม้ว่าชายและหญิงจะอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาอย่างเปิดเผยและสังคมรับรู้ก็ตามเด็กหรือบุตรเกิดมาก็ยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดานั้น  แต่ทั้งนี้เด็กอาจเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาได้  โดยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา  1547 บัญญัติว่า  เด็กเกิดจากบิดามารดาที่มิได้สมรสกันจะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายต่อเมื่อบิดามารดาได้สมรสกันในภายหลังหรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร  ซึ่งเมื่อมีการปฎิบัติตามมาตรา  1547  ผลของการปฎิบัติตามจะมีผลตามมาตรา  1557  คือ การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายมีผลนับตั้งแต่เกิดและบางกรณีอาจมีปัญหาหากเด็กนั้นเกิดมาโดยมิได้เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาและบิดานั้นเสียชีวิตลง การจะทำให้บุตรของผู้ตายเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย  ต้องมีการฟ้องคดีต่อศาลขอให้รับเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย โดยหากเด็กนั้นยังเป็นผู้เยาว์อายุไม่ครบสิบห้าปีบริบูรณ์ผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กเป็นผู้ฟ้องคดีแทน หรือเด็กนั้นไม่มีผู้แทนโดยชอบธรรมหรือมีผู้แทนโดยชอบธรรมแต่ผู้แทนโดยชอบธรรมทำหน้าที่ไม่ได้ ญาติสนิทของเด็กนั้นหรืออัยการอาจร้องขอต่อศาลให้ตั้งผู้แทนเฉพาะคดีเพื่อทำหน้าที่ฟ้องคดีแทนเด็กก็ได้  หรือเมื่อเด็กมีอายุ 15 ปีบริบูรณ์ เด็กต้องฟ้องเอง ทั้งนี้ ไม่จำต้องได้รับความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรม  ในกรณี ที่เด็กบรรลุนิติภาวะแล้ว จะต้องฟ้องคดี ภายใน 1 ปี นับแต่บรรลุนิติภาวะ ซึ่งหลักกฎหมายดังกล่าว ได้บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1556  ซึ่งเมื่อศาลมีคำพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายแล้วจะทำให้เด็กนั้นมีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมเช่นเดียวกับบุตรที่บิดาให้การรับรองรับรองว่าเป็นบุตร</p>
ผู้เข้าชม : 2279]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.singburinews.com/blog/2010/07/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%8a%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
